Sex! Must Say


Untitled Document
 

Archive
 
 

‘No Sex !’ ทางออกวัยโจ๋ จริงหรือ?ิ

รุจน์ โกมลบุตร
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลการสำรวจพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นสหรัฐ ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิ Kaiser Family เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ได้ข้อมูลที่น่าสนใจ และอาจจะนำมาเป็นข้อคิด ในการทำงานเพศศึกษาในบ้านเราได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะวิธีแก้ปัญหาทางเพศของวัยรุ่นด้วยการ "ห้ามมีเซ็กซ์" ว่ามันได้ผลหรือไม่ อย่างไร

สำนักข่าวเอพี และหนังสือพิมพ์ยูเอสเอ ทูเดย์ รายงานว่า มูลนิธิได้สำรวจเยาวชนอายุ 13-24 ปี
มากกว่า 1,800 คน

ในเชิงของความรู้พบว่าเด็กๆ หนึ่งในห้าคิดว่า การกิน "ยาคุมกำเนิด" สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี อันเป็นสาเหตุของเอดส์ และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างยิ่ง

เด็กๆ อีกหนึ่งในสิบบอกว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางก็ได้ หากตัวเองไม่มีคู่นอนหลายคน ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอีก เพราะแม้ "ตัวเราเอง" จะมีคู่คนเดียว แต่ก็ต้องคิดเผื่อด้วยว่า "คู่" ของเรานั้นเคยมีประสบการณ์ทางเพศกับคนอื่นๆ มาก่อนหรือไม่ และจะรู้ข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างไร เพราะคงเป็นเรื่องยากที่ใครๆ จะมาบอกว่าเคยมีประสบการณ์ทางเพศมาแล้ว

ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ผิดๆ ข้างต้น ส่งผลให้เด็กๆ ราวหนึ่งในสิบคิดว่า "การไม่ใส่ถุงยาง จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร"

ในขณะที่เด็กๆ มีข้อมูลผิดๆ เรื่องเพศเช่นนี้ ในด้านพฤติกรรม กลับพบว่าเด็กๆ ถึงหนึ่งในสาม มีความรู้สึกรื่นรมย์กับกามารมณ์

อีกทั้งเด็กๆ อายุ 15-17 จำนวนร้อยละ 67 ตอบว่า การให้เด็กๆ ละเว้นการมีเพศสัมพันธ์เป็นความคิดที่ดี แต่ไม่มีเด็กคนไหนโดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่สามารถละเว้นได้

ข้อเสนอแนะที่มีต่อเรื่องนี้ก็คือว่า ในยุคสังคมเปิดเช่นนี้ เด็กๆ มีโอกาสเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศได้มาก และมีโอกาสมีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน

ความคิดที่ว่าการห้ามปรามไม่ให้เด็กๆ ยุ่งเกี่ยวในเรื่องเพศ และคิดว่าการไม่บอกสอนในเรื่องเพศ จะทำให้เด็กประคองตัวให้ปลอดจากการมีเพศสัมพันธ์ และมีสุขภาพทางเพศที่ดีนั้น อาจจะต้องคิดใหม่กันจริงๆ

สังคมอาจจะต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามไปเลย คือ การให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารเรื่องเพศให้มาก ซึ่งไม่ได้หมายความถึงหนังสือโป๊ (เท่านั้น) แต่เป็นข้อมูลที่หลากหลายรอบด้านให้เด็กๆ ใช้ใคร่ครวญไตร่ตรอง จนเท่าทันความรู้สึกนึกคิดในเรื่องเพศของตัวเอง และตัดสินใจให้ตัวเอง รวมทั้งตัดสินใจร่วมกับคู่ได้ดี มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการมีสุขภาพทางเพศที่ดีในที่สุด

นอกจากนี้ เด็กหนึ่งในห้าบอกว่ามีเคยเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องหลังจากดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาเสพติด แต่ก็มีข้อมูลในอีกด้านหนึ่งเหมือนกันว่า เด็กที่ใช้เหล้าและยาอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ สังคมจึงไม่ควรเหมารวมเอาว่าวัยรุ่นที่ใช้เหล้าและยาจะต้องจบลงที่เซ็กซ์

ดังนั้น การจัดระเบียบผับบาร์ที่ฮิตๆ กันอยู่ จึงอาจจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน กับการส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยของวัยรุ่นก็ได้

การสำรวจพฤติกรรมทางเพศอีกสำนักหนึ่งคือ National Campaign to Prevent Pregnancy ได้สำรวจเฉพาะเด็กอายุ 12-14 ปี พบว่าเด็กๆ มีเพศสัมพันธ์กันไปแล้ว กล่าวคือร้อยละ 4 ในเด็กวัย 12 ปี ร้อยละ 10 ในวัย 13 ปี และร้อยละ 19 ในวัย 14 ปี

หนึ่งในสามของผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านี้บอกว่า ได้มีการสื่อสารกับลูกๆ ในเรื่องเพศแล้ว แต่มีเด็กจำนวนน้อยมากที่บอกว่าได้พูดคุยกับผู้ปกครองในเรื่องเพศ

บทเรียนที่เราได้จากการวิจัยชิ้นหลังนี้ ก็คือว่า เราต้องเริ่มการเรียนการสอนในเรื่องเพศ ให้แก่นักเรียนตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะหากรอให้ถึงอายุ 12 ก็อาจจะสายเกินแก้ เพราะเด็กได้มีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว

นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างผู้ปกครองและเด็ก ในการสื่อสารเรื่องเพศก็ยังคงมีอยู่และดำเนินต่อไป เพราะฝ่ายแรกอาจจะรู้สึกว่าพูดมากไปก็ไม่ดี เป็นการชี้โพรงให้กระรอก แต่ฝ่ายหลังก็คาดหวังจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การตัดสินใจของตัวเองอยู่เหมือนกัน

ทว่าเมื่อข้อมูลที่ถูกต้องไม่มี คนชวนคิดชวนคุยก็ไม่ (เคย) มา แต่แรงขับภายในมันมาจ่ออยู่แถวหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ จึงเป็นเรื่องของการท้อง แท้ง และเอดส์เต็มไปหมด

ปัญหาเหล่านี้น่าจะลดลงได้ด้วยข้อมูลที่รอบด้าน และการกระตุ้นให้เจ้าตัวได้ขบคิดกับเรื่องนั้นๆ อย่างเอาจริงจัง มิใช่หรือ

 

------------------------------------------------------------------

 

 


All Rights Reserved @ smustsay.com 2005