รักตัวเองให้เป็น...เห็นตัวเองให้ชัด
ใครเคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั้ย...
1. อยู่ในกลุ่มเพื่อนๆที่ทุกคนเขามีแฟนกันแล้วทั้งนั้น แล้วเราเป็นตัวคนเดียวที่ยังไม่มีแฟน จนถูกเพื่อนล้อ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่าราคาตก...นี่เป็นอาการของคนที่ "ขาดความรักในตัวเอง"
2. พอมีผู้ชายมารักเรา เราก็รู้สึกว่าตัวเองมีค่า พอเขาหมดความรักในตัวเรา เราก็รู้สึกตัวเองไร้ค่า เกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย...นี่เป็นอาการของคนที่ "ขาดความรักในตัวเอง"
เพราะจริงๆแล้ว คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะมีใครมารักหรือมากหรือน้อยหรือแม้หมดรัก คุณค่าของเราก็ยังมีเท่าเดิม...เพราะคุณค่าของคนอยู่ที่ความดีและความสามารถ
แต่ปัญหาสำคัญของคนเราก็คือ "อะไรก็ตามที่อยู่ใกล้ลูกตามากที่สุด...เราจะมองไม่เห็น" ผู้หญิงหลายคนรู้สึกสามีของคนอื่นดีกว่าสามีของเรา ผู้ชายส่วนมากก็รู้สึกว่าเมียของเพื่อนสวยกว่าเมียเรา พ่อแม่เยอะแยะที่เห็นว่าลูกของคนข้างบ้านเก่งกว่าลูกของเรา
3. บ่อยครั้งที่เราเข้าใจว่าใครๆก็ดีกว่าตัวเรา...แล้วนำไปสู่การอิจฉาริษยา นินทาว่าร้าย เห็นใครคนอื่นได้ดีกว่าตัวเองไม่ได้ จะรู้สึกด้อยทันที...นี่เป็นอาการของคนที่"ขาดความรักในตัวเอง"
b>ไม่ใช่เราไม่มีอะไรดี แต่มีแล้วมองไม่เห็น...เหมือนนกมองไม่เห็นฟ้า ปลามองไม่เห็นน้ำ คนมองไม่เห็นความดีงามภายในใจเราเอง
เคยฟังเพลง "รักตัวเองเป็นหรือเปล่า" ของกบหนุ่มกบสาวในอัลบั้ม MARS & VENUS มั้ย ท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงเล่าว่า...
"...รักตัวเองเป็นหรือเปล่า ก่อนเอาใจไปรักใคร รักตัวเองไม่เป็น ใครจะรักได้...ถ้าทำตัวเป็นกองขยะที่ไม่มีใครเขาสนใจ จะไปเสนอให้ใครคนไหนจะมองว่าเราจะดี...ทำไมไปจมอยู่กับคนนั้น ทำไมตัวเองถูกตัวเองทิ้ง คิดอะไรอยู่ บ้าอะไรอยู่ ทำไมไปจมอยู่กับความหลัง
ทำไมยังฟังอยู่กับเพลงช้ำ เขาไม่รักเรา แค่เพียงให้เรารักตัวเอง...รักตัวเองเป็นหรือเปล่า ก่อนเอาใจไปรักใคร ถ้ารักตัวเองไม่เป็น ใครจะรักได้..."
หลายคนมุ่งมั่นหาคนมารัก โดยไม่ปูพื้นฐานสำคัญคือการเริ่มต้นที่จะรักตัวเองเสียก่อน...ความรักในตัวเอง ภาษาวิชาการเรียกว่า Self - esteem หรือ "ความนับถือตนเอง"
เราจะชื่นชมตัวเองได้ ก็ต่อเมื่อเราตระหนักรู้ในความดีงามของเราเอง...เราจะเกิดความศรัทธาจนสามารถยกมือไหว้ตัวเองได้ อย่างที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้
เราจะรักตัวเองให้เป็น ก็ต้องเห็นตัวเองให้ชัด และผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอนต่อไปนี้
1. รู้ศักยภาพของตนเอง ว่าเรามีความสามารถอะไรเป็นพิเศษ เรียนวิชาไหนแล้วชอบหรือมีความสุข...ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีลักษณะนิสัยหรือศักยภาพไม่เหมือนกัน การเลี้ยงดูหรือการศึกษาจึงต้องพัฒนาความสามารถให้ตรงกับตัวเด็กมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือหรือเลือกคณะวิชาไปตามกระแสค่านิยมของสังคม ซึ่งอาจไม่ตรงกับใจตัวเอง
2. กำหนดจุดมุ่งหมายของชีวิต คุณสมบัติของจุดมุ่งหมายนั้นต้องมีคุณสมบัติ 2 อย่างคือ
" - มีความทัดเทียมกับศักยภาพของตนเอง ไม่สูงหรือต่ำเกินไป...ถ้าสูงเกินไปก็เป็นฝันกลางวัน ถ้าต่ำเกินไปก็เป็นการดูถูกตัวเอง
- ต้องสามารถกำหนดเป็นมโนภาพในใจว่าในอนาคตโตขึ้นเราอยากเป็นอะไร...บังเกิดเป็นแรงดลบันดาลใจ มีพลังอย่างท่วมท้น
"
3. ขยัน มุมานะพากเพียรพยายาม (effort) เพื่อเป็นพลังหรือแรงขับดันให้ชีวิตมุ่งมั่นสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้...ตรงข้ามกับความขี้เกียจหรือรักสนุก - ชอบสบาย (comfort)
ตอนนี้น้องๆรู้จักตัวเองมากพอหรือยังว่าเราโดดเด่นในทางใด บางคนอาจกำลังไม่มีความสุขในชีวิตการเรียนเพราะเรียนในเส้นทางที่ตนเองไม่ใช่ เช่น
" - บางคนควรเรียนสายอาชีพแต่กลับเลือกเรียนสายสามัญตามค่านิยม
"
- บางคนหัวไปทางภาษา แทนที่จะเลือกเรียนสายศิลป์ภาษา ก็ดันเรียนสายวิทย์เพราะได้เกรดเกิน 3.5
"
- บางคนหัววิทยาศาสตร์ถนัดคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ แต่ทุรังเลือกเรียนแพทย์แทนที่จะเรียนทางวิศวะ...ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะทู่ซี้เรียนในสาขาที่ตัวเองไม่ถนัด
น้องๆบางคนอาจเคยอ่านหนังสือเรื่อง "บันทึกจากปลายเท้า" หรือการ์ตูน (แปลจากญี่ปุ่น) เรื่อง Lena Maria ซึ่งเธอนักร้องสาวชาวสวีเดนผู้พิการตั้งแต่กำเนิด เธอตระเวนเดินทางทั่วโลกเพื่อร้องเพลงและให้กำลังแก่คนพิการทั้งหลาย
เธอเคยมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 ณ โรงละครแห่งชาติ เธอได้กล่าวในการแสดงของเธอตอนหนึ่งว่า "เมื่อตอนแรกเกิด ฉันไม่มีแขน และขาข้างซ้ายของฉันก็ยาวเพียงครึ่งหนึ่งของขาข้างขวา แต่กระนั้นก็ดี ความพิการของฉันไม่เคยยับยั้งดิฉันจากการทำหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ฉันเชื่อว่าทุกๆคนบนโลกใบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และฉันยังเชื่ออีกว่าคนทุกๆคนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร หรือเขาจะมีเงินมากมายเพียงใด หรือจะมีความสามารถมากน้อยเพียงใด คนทุกๆคนมีคุณค่าและความสำคัญเท่าเทียมกันเสมอ...และยิ่งกว่านั้น ทารกน้อยๆก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้"
ความรักที่แท้จริง...ต้องเริ่มต้นที่รักตัวเองอย่างท่วมท้น แล้วจึงค่อยแบ่งปันความรักที่เหลือเฟือเผื่อแผ่ไปสู่ผู้อื่น...ไม่ใช่ยังรักตัวเองไม่พอ กลายเป็นคนขาดรัก แล้วต้องแสวงหาความรักจากคนอื่นมาเติมเต็มส่วนที่ขาดแคลนในใจเรา
|